ยินดีต้อนรับสู่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอปลาปาก

laughing ยินดีต้อนรับสู่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอปลาปาก นะครับ ระบบงานต่างๆ ท่านสามารถเลือกจากเมนูทางด้านซ้ายได้เลยครับ เราได้จัดทำไว้ให้ครบการทำงานแล้วครับ หรือ ถ้าท่านต้องการส่งข่าวสารบทความ ท่านสามารถส่งมาได้โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกเวบไซต์ แล้วเราจะเปิดระบบให้ท่านส่งข้อมูลมาประชาสัมพันธ์ได้ smile

1.ประวัติความเป็นมาของอำเภอปลาปาก
        สถานที่ตั้งรกรากของชาวปลาปาก นับว่าเป็นชนเผ่าที่น่าสนใจมิใช่น้อยเลยทีเดียว ความเป็นมาของบรรพบุรุษของชาวปลาปากเดิมมีถิ่นที่อยู่ในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เมืองมหาชัย (อยู่ในแขวงคำม่วน) ในยุคสมัยเมื่อพระยากู่แก้วเป็นเจ้าเมือง ได้ถูกพวกจีนฮ่อรุกราน เจ้าเมืองมหาชัยจึงได้นิมนต์พระหลวงพ่อสมภารและพระน้องชายชื่อเพียรหาญ อพยพพลเมืองจำนวนหนึ่งข้ามมาฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเขตแดนของประเทศไทย การเดินทางครั้งนั้นได้มาขออาศัยอยู่กับเจ้าพรหมมา ซึ่งเป็นเจ้าเมืองนครพนมในขณะนั้น เจ้าพรหมมานี้เป็นบุตรของเจ้าเมืองมหาชัย เมื่ออพยพมาถึงบริเวณที่เรียกว่า ทามแคม ซึ่งเป็นบริเวณห้วยบังขนังในปัจจุบันเห็นว่าเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเผือก มัน กลอย ปลาและมีแหล่งน้ำเหมาะสม บริบูรณ์ สำหรับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ทั้งทำเลก็กว้างขวางจึงได้พากันสำรวจและตั้งที่พักอาศัย แต่เนื่องจากทามแคมเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมในฤดูฝน จึงอพยพผู้คนขึ้นไปสร้างบ้านเรือนและวัดอยู่บนที่เนินสูงใกล้เคียงกับทามแคมนั้น ซึ่งต่อมามีหลักฐานพบว่าบริเวณนั้นเป็นบ้านเรือนร้างว่างเปล่าไม่มีผู้อาศัยอยู่ วัดก็ทรุดโทรมเก่าแก่มากมีสภาพปรักหักพัง มีพระทองสัมฤทธิ์และพระพุทธรูปเก่าแก่องค์เล็กๆจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันและในวัดก็มีป้ายเป็นตัวอักษรลาวเขียนด้วยสีดำอ่านแล้วแปลความหมายได้ว่า “วัดบ้านนาบุ่งทุ่งปลาเว้า”
วัดบ้านนาบุ่งทุ่งปลาเว้านี้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีบุญเรืองเนื่องจากประชาชนได้มากราบไหว้บูชาพระทองสัมฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ทำให้วัดบ้านนาบุ่งทุ่งปลาเว้ามีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น และต่อมาในสมัยพระอาจารย์มหาแผลงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองนครพนม จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดศรีบุญเรืองเป็นวัดคณิศรธรรมิการามในปัจจุบัน คำว่า “เว้า” นี้เป็นภาษาท้องถิ่นซึ่งความหมายก็คือ “พูด” ตำนานเกี่ยวกับ ปลาเว้า มีประวัติความเป็นมาว่าบริเวณนี้ในฤดูฝนมีน้ำหลากจึงทำให้มีปลาชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายปลาตะเพียนทองมารวมอยู่เป็นจำนวนมาก และส่งเสียงร้องอึงคะนึงคล้ายเสียงคนพูดกัน ชาวบ้านจึงพากันเรียกขานบริเวณแห่งนี้ว่า

0
0
0
s2sdefault